ยินดีต้อนรับสู่โลกไสย์ศาสตร์
อีเมล์
รหัสผ่าน
ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
ผลงาน
ผู้ชม
วันนี้ 55
เมื่อวาน 51
ทั้งหมด 33,231
ชมหน้าอื่นๆ
วันนี้ 63
เมื่อวาน 77
ทั้งหมด 47,654
กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ กับ หลวงปู่ศุข
กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ กับ หลวงปู่ศุข

กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ กับ หลวงปู่ศุข

 

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า  กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์  ท่านเป็นชายชาตรี  ใช้ชีวิตกลางแจ้งเพื่อศึกษาชีวิตของราษฎรตามหัวเมืองต่างๆ และที่สำคัญท่านชื่นชอบพุทธเวท ไสยเวท  เป็นอย่างมาก

 

ด้วยเหตุนี้เมื่อพระองค์เสด็จประพาสไปที่ใด  หากทราบว่ามีพระอาจารย์ดีเรื่องอาคมเป็นที่ศรัทธาของคนทั่วไป  พระองค์จะไปกราบนมัสการสนทนาในเรื่องของธรรมะและพุทธาคมอยู่เป็นนาน  พร้อมกับฝากตัวเป็นศิษย์อีกด้วย  ในจำนวนพระเกจิอาจารย์มีชื่ออยู่ในยุคนั้นที่เสด็จในกรมทรงศรัทธามากเป็นพิเศษและไปมาหาสู่บ่อย ๆ คือ หลวงปู่ศุข”  หรือ ท่านพระครูวิมลคุณากร”  แห่งวัดปากคลองมะขาวเฒ่า  อำเภอสิงห์บุรี  จังหวัดชัยนาท

 

แล้วก็เป็นเรื่องที่น่าแปลง เมื่อกล่าวถึงพุทธาคมของหลวงปู่ศุข ก็จะต้องเขียนเรื่องกรมหลวงชุมพรฯ  และถ้าหากเขียนเรื่องเสด็จในกรมในเรื่องความขมังเวท  ก็จะต้องมีเรื่องของหลวงปู่ศุข เข้ามาเกี่ยวข้องกันจนแยกไม่ออก

 

หลวงปู่ศุข เกิดเมื่อปี พ.ศ.2396  ความเป็นมาในช่วงวัยเด็กจนเป็นหนุ่มรุ่นนั้น  ข้อมูลมีกันอยู่หลายกระแส  คือท่านเป็นเด็กซุกซน  ชอบลงว่ายน้ำเกาะเรือโยงในแม่น้ำเป็นชีวิตจิตใจ ทำให้มารดาของท่านเป็นห่วง  ห้ามปรามก็ไม่เชื่อ  ทำให้มารดาโกรธและทำโทษเฆี่ยนตีสั่งสอน แต่ผลจากการลงโทษนั้นทำให้เด็กชายศุขโกรธผู้เป็นแม่ รุ่งขึ้นจึงเกาะเรือโยงหนีออกจากบ้าน

 

แต่อีกข้อมูลก็แจ้งว่า  ตอนเมื่อท่านเยาว์วัยอายุประมาณ 7 ปี  มารดานำไปฝากเรียนหนังสือกับพระอาจารย์ผู้เรืองอาคม  วัดปากคลองมะขามเฒ่า จนมีความรู้ความชำนาญในเรื่องภาษาไทย จากนั้นจึงได้อำลาพระอาจารย์ไปแสวงหาวิชาความรู้เพิ่มเติมในกรุงเทพฯ โดยที่ท่านยังไม่บวชเป็นพระภิกษุหรือสามเณรแต่อย่างใด

 

ขณะที่อยู่ในกรุงเทพฯ จนถึงวัยหนุ่มอายุ 18 ปี  ได้พบเนื้อคู่ซึ่งเป็นสาวสายย่านบางเขน ชื่อสมบูรณ์ หนุ่มศุขใช้ชีวิตครองเรือนจนมีบุตรคนหนึ่งซื่อสอน (บ้างก็ว่าชื่อชวน)  ใช้ชีวิตอย่างปุถุชนธรรมดาจนเบื่อ

 

ในที่สุดท่านก็ตัดสินใจหักคานเรือน  หนีภรรยาและบุตรไปอุปสมบทเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดโพธิ์ทอง  จังหวัดนนทบุรี  โดยมีอาจารย์เชย เป็นพระอุปัชฌาย์

 

ครั้นบวชเป็นพระภิกษุเรียบร้อยแล้ว  หลวงปู่ศุขก็มุ่งวิปัสสนากัมมัฏฐานอย่างเคร่งครัด ถือวัตรธุดงค์อยู่ตามสถานที่วิเวกสันโดษ  เยี่ยงพระอนาคาริกทั้งหลายในสมัยนั้น

 

การธุดงค์ไปตามป่าเขาของหลวงปู่ศุข ทำให้ท่านได้พบพระวิปัสสนาจารผู้ทรงคุณและมีความรู้หลายท่าน จนมีความเจนจบในไสยศาสตร์หลายสาขาอีกด้วย

 

ครั้นมารดาของท่านถึงแก่กรรมลง  หลวงปู่ศุขก็ได้กลับบ้านเพื่อจัดการฌาปนกิจศพเป็นที่เรียบร้อย ขณะเดียวกันท่านก็ได้ตั้งจิตอธิษฐานว่านับแต่นี้ไปในกาลภายหน้าจะยึดมั่นในบวรพุทธศาสนา  โดยจะถือเพศบรรพชิตอยู่ในวัดปากคลองมะขามเฒ่าไปจนตลอดชีวิต  ตั้งแต่นั้นมาหลวงปู่ศุข ก็อยู่อย่างพระวิปัสสนาในวัดปากคลองมะขามเฒ่า มีความเคร่งครัดในศีลาจารวัตร  เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้คนทั่วไป โดยเฉพาะในเรื่องพรหมวิหาร 4  คือ เมตตา กรุณา มุทิตา  อุเบกขา

 

พระครูวิมลคุณากร หรือ  หลวงปู่ศุข  วัดปากคลองมะขามเฒ่า นอกจากจะเป็นพระวิปัสสนาจารที่สามารถแล้ว ท่านยังเป็นผู้ที่รอบรู้ด้านปริยัติธรรม  มีความรู้แตกฉานในหลักธรรมและพระไตรปิฎก  โดยเฉพาะในเรื่องวิชาไสยศาสตร์ วิทยาคมต่าง ๆ นั้นท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญเป็นเลิศ  มีหลักฐานบันทึกของสานุศิษย์ผู้ใกล้ชิดผู้หนึ่งว่า

 

หลวงปู่ศุขสำเร็จในอารมณ์กำหนดธาตุทั้ง 4  มี ปฐวีธาตุ  อาโปธาตุ  เตโชธาตุ  ซึ่งถือว่าเป็นผลแห่งฌานด้วย กสิณ”  สมาบัติ  สามารถทำอะไร ๆ ได้ เช่น  ผูกหุ่นพยนต์ ล่องหนหายตัวกำบังกาย  ทั้งสามารถระเบิดน้ำลงดำในทะเล หรือเดินบนผิวน้ำ  สะเดาะโซ่ตรวจ สะกดทัพ ท่านสามารถทำในสิ่งเหล่านี้ได้

 

จากหนังสือ กรมหลวงชุมพรฯ เรียบเรียงโดย บุรี  รัตนา

ความเก่งกล้าสามารถในด้านวิชาไสยศาสตร์ของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า มีผู้บอกเล่ากันต่อไปในที่ต่าง ๆ โด่งดังไปถึงในรั้วในวัง และทำให้กรมหลวงชุมพรฯ ทราบเรื่องที่ว่านี้มาตลอด  แต่ก็ทรงเฉย ๆ อยู่

 

มีอยู่คราวหนึ่งพระองค์เจ้าวิบูลย์พรรณฯ ได้นำพระเครื่องเก่าองค์หนึ่งมาถวายแก่กรมหลวงชุมพรฯ  แล้วทูลว่าพระเครื่ององค์นั้นมีความศักดิ์สิทธิ์เป็นยอด ตกทอดมาตั้งแต่วังหน้า เนื่องจากพระองค์ชอบพิสูจน์หรือทดลองให้เห็นจริง จึงให้มหาดเล็กนำพระเครื่ององค์นั้นไปแขวนที่ปลายไม้  จากนั้นพระองค์จึงมีพระบัญชาให้นาวาเอกพระยาพลพยุหรักษ์ เป็นผู้ทดลองยิงพระเครื่ององค์นั้น  โดยใช้ปืน ร.ศ. บรรจุกระสุนที่เลือกแล้วเป็นอย่างดี ท่ามกลางผู้ที่ยืนดูการทดลองจำนวนมาก  จากการยิง 3 นัด  ผลปรากฏว่าปืนกระบอกนั้นไม่มีเสียงระเบิดทั้ง 3 นัด  คงมีเสียงสับนกกระทบตูดชนวนลูกปืนดัง แชะ แชะ แชะ   อันหมายความว่า  กระสุนด้านและไม่ทำงาน เสด็จในกรมทรางมีบัญชาให้หันลำกล้องปืนไปทางอื่นและยิงใหม่  ปรากฏว่ากระสุนเดิมทั้ง 3 นัด ส่งเสียงสนั่น อันหมายถึงกระสุนมิได้ด้าน

 

นับตั้งแต่ครั้งนั้นกรมหลวงชุมพรฯ จึงมีความเชื่อถือในพลังอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของไสยศาสตร์และ พุทธานุภาพ  พร้อมกันนั้นได้เริ่มเสาะแสวงหาอาจารย์ดี เพื่อศึกษาวิชาไสยศาสตร์จากผู้ทรงคุณต่าง ๆ

 

ครั้นชื่อเสียงกิตติคุณของหลวงปู่ศุขมีมากขึ้น ก็มีความสนพระทัย  ความคิดใคร่จะไปทดลองดูให้เป็นที่ประจักษ์แก่ตาว่าเป็นอย่างไร หากมีโอกาสเมื่อใดก็จะไปพบหลวงปู่ศุขให้จงได้

เมื่อเห็นเหตุอัศจรรย์ กระต่ายกลายเป็นหัวปลีกรม หลวงชุมพรฯ พร้อมด้วยนายทหารและข้าราชบริพารทั้งปวงในที่นั้นก็เข้าไปแสดงอาการคารวะต่อพระภิกษุรูปนั้นโดยทั่วหน้ากัน

กรมหลวงชุมพรฯ  ได้สอบถามพูดคุยกับหลวงพ่อองค์นั้น (ขณะนั้นเสด็จในกรมเรียกหลวงพ่อ)  จึงทราบว่าพระภิกษุที่อยู่เบื้องหน้าท่านก็คือ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า”  ที่พระองค์ได้ยินชื่อเสียงมาช้านานนั่นเอง

และหลวงปู่ศุขก็รู้ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหน้าคือพระราชโอรสแห่งพระพุทธเจ้าหลวง กรมหลวงชุมพรฯนั่นเอง

 

การพูดคุยกันวันนั้นเป็นที่ถูกอัธยาศัยกันทั้ง 2 ฝ่าย  เสด็จในกรมจึงอยากพักอาศัยอยู่ที่วัดปากคลองมะขามเฒ่าสักหลายวัน หลวงปู่ศุขก็มิได้ว่ากระไร  ยกศาลาท่าน้ำให้เป็นที่จอดเรือ ความสัมพันธ์ระหว่างพระภิกษุชราและโอรสของเจ้าเหนือหัวได้เริ่มขึ้นแล้ว

 

ศิษย์เอกของหลวงปู่ศุข

 

ตลอดชีวิตของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า นั้น  มีลูกศิษย์มากหลาย แต่ผู้ที่นับเนื่องได้ว่าเป็น  ศิษย์เอก”  มีเพียงท่านเดียวเท่านั้น คือ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์

 

ที่นับเป็น ศิษย์เอก”  มิใช้เพราะกรมหลวงชุมพรฯ  มีเชื้อเจ้าหรือเป็นโอรสของรัชกาลที่ 5  แต่ที่นับเป็นศิษย์เอกก็เพราะศิษย์คนนี้รักและเคารพอาจารย์อย่างยอมตายถวายชีวิต  กับอาจารย์จะสั่งอย่างไรก็ทำตามได้ รับถ่ายทอดวิชาจากอาจารย์ไว้ได้มากที่สุด และทำตามอาจารย์ได้ในการแสดงอิทธิฤทธิ์และอภินิหาร

 

มีบันทึกจากคนเฒ่าคนแก่ยืนยันว่า  เสด็จในกรมหลวงชุมพรฯ”  ได้รับการถ่ายทอดวิทยาคมจากหลวงปู่ศุขไว้มากที่สุดเหนือกว่าศิษย์คนใด และมีความผูกพันกันอย่างลึกซึ้งดุจบิดากับบุตร

 

กาลต่อมาเมื่อกรมหลวงชุมพรฯ สิ้นพระชนม์  (19 พฤษภาคม พ.ศ.2466)   เมื่อหลวงปู่ศุขท่านทราบถึงกับนั่งนิ่งซึม ท่านอยู่ในอากัปกิริยาเช่นนั้นนานมากดุจท่านปลงวอย่างหนักกับกฎแห่งวัฏสงสาร  หรือสังสารวัฏในโลกนี้ ในที่สุดปลายปี พ.ศ.2466  หลวงปู่ศุขได้มรณภาพลงด้วยโรคชราอันเป็นปีเดียวกับที่กรมหลวงชุมพรฯ สิ้นประชนม์

 

หลวงปู่ศุขให้ตะกรุดสามกษัตริย์

 

ในคราวหนึ่งกรมหลวงชุมพรฯ ได้เสด็จไปเยี่ยมหลวงปู่ศุขที่วัดปากคลองมะขามเฒ่า  มีจางวางถึกตามเสด็จไปด้วย พร้อมกับทหารเรืออีกหลายนาย  และวันนั้นหลวงปู่ศุขได้ทำพิธีลงตะกรุดสามกษัตริย์ให้เสด็จในกรมซึ่งขณะนั้นเป็นเวลา 12.00 น. พอดี หลวงปู่ได้กล่าวกับเสด็จในกรมว่า

 

วิชาอาคมต่าง ๆ อาตมภาพได้ประสิทธิ์ประสาทให้พระองค์ไว้มากแล้ว  แต่ยังขาดของสำคัญอีกสิ่งหนึ่ง สิ่งนี้พระองค์จะขาดไม่ได้เพราะจะต้องติดตัวไว้กับพระองค์เสมอ เป็นของวิเศษที่มีอภินิหารมาก

 

นอกจากนี้หลวงปู่ได้ตระเตรียมสิ่งของไว้ให้คือ แผ่นโลหะเป็นเงินหนัก 1 บาท นาคหนัง 1 บาท ทองคำหนัก 1 บาท รวมเป็น 3 กษัตริย์  สามารถแก้อาถรรพณ์ต่าง ๆ ได้

 

เมื่อลงตะกรุดแล้วเอาด้ายสายสิญจน์มาเสกแล้วควั่นร้อยผูกเอวหรือจะคล้องคอก็ได้  ของสิ่งนี้แหละที่หลวงปู่ศุขตั้งใจทำถวาย และกล่าวกับพระองค์อีกว่า  รอเดี๋ยว เข้าที่บูชาก่อน

 

จากนั้นหลวงปู่ก็เข้าห้อง  จุดธูปเทียนจนควันตลบออกมาถึงข้างนอก สักครู่หนึ่งจึงเรียกเสด็จในกรมเข้าไปในห้อง  ครู่ใหญ่ทั้ง 2 ก็เดินออกมาจากห้อง ในมือของหลวงปู่ศุขถือเหล็กกับแผ่นโลหะและด้ายควั่นสีขาว  อีกมือหนึ่งถือเทียนเล่มโตนำเสด็จในกรมลงจากกุฏิ  จางวางถึกและทหารคนสนิทรีบก้าวตามออกไปด้วยจนถึงศาลาน้ำหน้าวัด  หลวงปู่จึงพูดว่า

 

พระองค์รออยู่ที่นี่เดี๋ยว  อาตมาจะระเบิดน้ำลงไปทำตะกรุดที่กลางแม่น้ำเดี๋ยวนี้

 

กรมหลวงชุมพรฯ  มิได้ตรัสตอบแต่ประการใด คงยืนนิ่งอยู่ที่ศาลาพร้อมด้วยเหล่าทหารคนสนิท  ส่วนหลวงปู่ศุขก็หันตัวก้าวเดินลงบันไดท่าน้ำ  มีเทียนเล่มใหญ่จุดไฟลุกโชติช่วง ตัวท่านค่อย ๆ จมหายไปในน้ำในที่สุด

 

ทุกคนเฝ้ามองด้วยใจระทึก  เพราะเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก  น้อยคนจะมีโอกาสเช่นนี้  หลายคนเฝ้าจับจ้องท้องน้ำอย่างใจจดใจจ่อ  ท่ามกลางสายน้ำที่ไหลวกวนไปมา  นานเกือบหนึ่งชั่วโมง  หลวงปู่จึงเดินขึ้นมาที่บันไดศาลาท่าน้ำ  เทียนยังสว่างเหลือเพียงคืบกว่า ๆ ผ้าสบง จีวร หาได้เปียกน้ำอะไรมากมาย (หมาด ๆ)

 

หลวงปู่ขึ้นมาแล้วก็มุ่งสู่กุฏิทันที  แต่ก็ไม่ลืมหันมาสั่งเสด็จในกรมฯ ให้ไปกุฏิพร้อมกัน เมื่อเดินไปถึงและเข้าห้องบูชา หลวงปู่เอาเทียนที่เหลือปักไว้บนโต๊ะหมู่บูชา  จึงได้นั่งลง  หลวงปู่ศุขส่งตะกรุดสามกษัตริย์ให้เสด็จในกรมฯ  พลางว่า

 

เก็บไว้ให้ดี ไปไหนมาไหนก็ให้เอาติดตัวไปด้วย

 

พระองค์ทรงกราบแล้วรับเอาตะกรุดจากหลวงปู่ พลางตรัสถามว่า  ท่านอาจารย์  ตะกรุดนี้มีข้อห้ามอะไรหรือไม่”  หลวงปู่บอก  ไม่มีห้ามอะไร  ทองคำตกอยู่ที่ไหนก็เป็นทองคำอยู่นั่นแหละ

 

จากนั้นหลวงปู่เอาพระเครื่ององค์เล็กดำ ๆ มาแจกให้เหล่าทหารที่ตามเสด็จพร้อมกับประพรมน้ำมนต์ให้ทั่วหน้า  จนเวลา 15.30 น.  พระองค์จึงได้มาลงเรือและเสด็จกลับ

 

ตะกรุดสามกษัตริย์นี้ กรมหลวงชุมพรฯ มิเคยเอาออกห่างพระวรกายเลย เท่าที่ทราบมาตะกรุดดอกนี้ตกอยู่ที่หม่อมเจ้ารังสิยากร  เนื่องจากก่อนที่เสด็จในกรมจะสิ้นพระชนม์ พระองค์ทรงหยิบตะกรุดสามกษัตริย์ดอกนี้ออกจากคาดเอว มอบให้กับหม่อมของท่าน ทรงรับสั่งว่า เอาเก็บไว้ให้เจ้าตุ่น

 

เจ้าตุ่น”  นี้คือหม่อมเจ้ารังสิยากร  โอรสพระองค์โปรดของเสด็จในกรม

 

ในช่วงสมัยมหาสงครามเอเชียบูรพา (เสด็จในกรมสิ้นพระชนม์แล้ว)  หม่อมเจ้ารังสิยากรประทับอยู่ใกล้วัดคอกหมู  คลองบางหลวง ฝั่งธนบุรี  วันนั้นเวลา 10.30 น.  ฝูงบินฝ่ายสัมพันธมิตรส่งป้อมบินมาทิ้งระเบิดฐานทัพญี่ปุ่น เครื่องบินสีน้ำเงินสะท้อนแสงอาทิตย์วับวาวเต็มท้องฟ้า

 

หม่อมเจ้ารังสิยากรแหงนหน้ามองฝูงบินที่บินผ่านไปพร้อมกับพูดกับนายทหารผู้หนึ่งที่ยืนมองดูเครื่องบินด้วยกัน นี่เครื่องบิน บี.27”   ฉับพลันนั้น  ก็ได้ยินเสียงลูกระเบิดที่ลงถล่มทางปากคลองตลาดเทเวศร์สนั่นหวั่นไหว นายทหารผู้นั้นทำความเคารพก่อนจะถามหม่อมเจ้ารังสิกากรว่า ฝ่าบาทไม่กลัวลูกระเบิดหรือ”  หม่อมเจ้ารังสิยากรได้ฟังก็ควักเอาตะกรุดขึ้นจากกระเป๋าเสื้อชูให้ดู  แล้วพูดว่า  จะต้องกลัวอะไร นี่..เสด็จพ่อให้ของดีไว้

 

ใช่แล้ว  เป็นตะกรุดสามกษัตริย์ที่หลวงปู่ศุขทำถวายกรมหลวงชุมพรฯ นั่นเอง 

 

บางส่วนของบทความเรื่อง กฤติยาคม กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์

แหล่งข้อมูล http://www.geocities.com/tdamrongsak/Chumporn.doc. 

 

โลกไสย์ศาสตร์.com    


อาจารย์เอก บุญฤทธิ์

        088-593-8715 

        houkalok@hotmail.com

 
เว็บสำเร็จรูป
×